วันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ฟังก์ชันต่างๆใน PHP [ วัน เวลา ( date time ) ]

                             วัน เวลา ( date time )

ฟังก์ชัน time()
ฟังก์ชัน mktime()
ฟังก์ชัน date()
พารามิเตอร์ บางตัวที่สำคัญของ ฟังก์ชัน date()
ฟังก์ชัน strtotime()
รูปแบบ string ที่น่าสนใจสำหรับฟังก์ชัน strtotime()
ฟังก์ชัน getdate()
ฟังก์ชัน localtime()
ฟังก์ชัน strftime()
พารามิเตอร์ บางตัวที่สำคัญของ ฟังก์ชัน strftime()
ฟังก์ชัน gregoriantojd()
การใช้ฟังก์ชัน gregoriantojd() เพื่อคำนวณความต่างระยะห่างระหว่าง 2 วัน

คลาส DateTime
  1. คลาส DateTime
  2. การใช้ DateTime::diff
  3. การใช้ DateTime::add
  4. การใช้ DateTime::sub
  5. การใช้ DateTime::format
  6. การใช้ DateTime::getTimestamp
  7. การใช้ DateTime::setDate
  8. การใช้ DateTime::getTimezone
  9. การใช้ DateTime::modify
การใช้งานคลาส DateTime แบบฟังก์ชัน (Procedural style)
  1. ฟังก์ชัน date_create()
  2. ฟังก์ชัน date_diff()
  3. ฟังก์ชัน date_add()
  4. ฟังก์ชัน date_sub()
  5. ฟังก์ชัน date_format()
  6. ฟังก์ชัน date_timestamp_get()
คลาส DateInterval
  1. คลาส DateInterval
  2. พารามิเตอร์บางตัวที่สำคัญของ DateInterval::format

ฟังก์ชัน date_default_timezone_set()

ฟังก์ชันต่างๆใน PHP (string)

                                       string

ฟังก์ชัน addcslashes()
ฟังก์ชัน addslashes()
ฟังก์ชัน bin2hex()
ฟังก์ชัน chop()
ฟังก์ชัน chr()
ฟังก์ชัน chunk_split()
ฟังก์ชัน convert_uuencode()
ฟังก์ชัน convert_uudecode()
ฟังก์ชัน count_chars()
ฟังก์ชัน crc32()
ฟังก์ชัน crypt()
ฟังก์ชัน explode()
ฟังก์ชัน echo()
ฟังก์ชัน fprintf()
ฟังก์ชัน get_html_translation_table()
ฟังก์ชัน html_entity_decode()
ฟังก์ชัน htmlentities()
ฟังก์ชัน htmlspecialchars_decode()
ฟังก์ชัน htmlspecialchars()
ฟังก์ชัน implode()
ฟังก์ชัน join()
ฟังก์ชัน metaphone()
ฟังก์ชัน ltrim()
ฟังก์ชัน rtrim()
ฟังก์ชัน trim()
ฟังก์ชัน ord()
ฟังก์ชัน parse_str()
ฟังก์ชัน print()
ฟังก์ชัน printf()
ฟังก์ชัน quotemeta()
ฟังก์ชัน sha1()
ฟังก์ชัน sha1_file()
ฟังก์ชัน levenshtein()
ฟังก์ชัน md5()
ฟังก์ชัน md5_file()
ฟังก์ชัน similar_text()
ฟังก์ชัน soundex()
ฟังก์ชัน sprintf()
ฟังก์ชัน sscanf()
ฟังก์ชัน str_replace()
ฟังก์ชัน str_ireplace()
ฟังก์ชัน str_pad()
ฟังก์ชัน str_repeat()
ฟังก์ชัน str_rot13()
ฟังก์ชัน str_shuffle()
ฟังก์ชัน str_split()
ฟังก์ชัน str_word_count()
ฟังก์ชัน strcasecmp()
ฟังก์ชัน strchr()
ฟังก์ชัน stristr()
ฟังก์ชัน strcoll()
ฟังก์ชัน strcspn()
ฟังก์ชัน strip_tags()
ฟังก์ชัน stripcslashes()
ฟังก์ชัน stripslashes()
ฟังก์ชัน strlen()
ฟังก์ชัน strnatcasecmp()
ฟังก์ชัน strnatcmp()
ฟังก์ชัน strncasecmp()
ฟังก์ชัน strncmp()
ฟังก์ชัน strpbrk()
ฟังก์ชัน strrchr()
ฟังก์ชัน stripos()
ฟังก์ชัน strpos()
ฟังก์ชัน strripos()
ฟังก์ชัน strrpos()
ฟังก์ชัน strrev()
ฟังก์ชัน strspn()
ฟังก์ชัน strstr()
ฟังก์ชัน strtok()
ฟังก์ชัน strtolower()
ฟังก์ชัน strtoupper()
ฟังก์ชัน strtr()
ฟังก์ชัน substr()
ฟังก์ชัน substr_compare()
ฟังก์ชัน substr_count()
ฟังก์ชัน substr_replace()
ฟังก์ชัน ucfirst()
ฟังก์ชัน ucwords()
ฟังก์ชัน vfprintf()
ฟังก์ชัน vprintf()
ฟังก์ชัน vsprintf()
ฟังก์ชัน wordwrap()

ฟังก์ชันต่างๆใน PHP (array)

                                                              array

รูปแบบของ array
การสร้าง array
การสร้าง array โดยการกำหนดค่าเริ่มต้น
การสร้าง array ซ้อน array
ฟังก์ชัน array_change_key_case()
ฟังก์ชัน array_pad()
ฟังก์ชัน array_pad() ด้วย parameter ลบ
ฟังก์ชัน array_splice()
ฟังก์ชัน array_merge()
ฟังก์ชัน each()
ฟังก์ชัน current()
ฟังก์ชัน pos()
ฟังก์ชัน key()
ฟังก์ชัน next()
ฟังก์ชัน prev()
ฟังก์ชัน end()
ใช้ array และฟังก์ชัน list()
ฟังก์ชัน array_reverse()
กำหนดให้ index ของ array ขึ้นต้นด้วย 1
ฟังก์ชัน unset()
ฟังก์ชัน array_pop()
ฟังก์ชัน array_push()
ฟังก์ชัน array_shift()
ฟังก์ชัน array_values()
ฟังก์ชัน array_keys()
ฟังก์ชัน array_chunk()
ฟังก์ชัน array_unshift()
ฟังก์ชัน array_unique()
ฟังก์ชัน array_count_values()
ฟังก์ชัน range()
ฟังก์ชัน sizeof()
ฟังก์ชัน count()
ฟังก์ชัน array_combine()
ฟังก์ชัน array_fill()
ฟังก์ชัน array_fill_keys()
ฟังก์ชัน array_flip()
ฟังก์ชัน array_intersect()
ฟังก์ชัน array_intersect_assoc()
ฟังก์ชัน array_intersect_key()
ฟังก์ชัน array_diff()
ฟังก์ชัน array_diff_assoc()
ฟังก์ชัน array_diff_key()
ฟังก์ชัน array_walk()
ฟังก์ชัน array_walk_recursive()

ฟังก์ชันต่างๆใน PHP [ number and math (ตัวเลขและคณิตศาสตร์) ]

         number and math (ตัวเลขและคณิตศาสตร์)

ฟังก์ชัน is_numeric()
ฟังก์ชัน min()
ฟังก์ชัน max()
ฟังก์ชัน ceil()
ฟังก์ชัน floor()
ฟังก์ชัน round()
ฟังก์ชัน abs()
ฟังก์ชัน log()
ฟังก์ชัน log10()
ฟังก์ชัน decbin()
ฟังก์ชัน decoct()
ฟังก์ชัน dechex()
ฟังก์ชัน bindec()
ฟังก์ชัน octdec()
ฟังก์ชัน hexdec()
ฟังก์ชัน base_convert()
ฟังก์ชัน deg2rad()
ฟังก์ชัน rad2deg()
ฟังก์ชัน pi()
Predefined Constants (ค่าคงที่) ที่น่าสนใจเกี่ยวกับคณิตศาสตร์
ฟังก์ชัน sin()
ฟังก์ชัน cos()
ฟังก์ชัน tan()
ฟังก์ชัน fmod()

bc math ฟังก์ชันสำหรับคณิตศาสตร์ที่ต้องการการกำหนดความแม่นยำ
  1. ฟังก์ชัน bcadd()
  2. ฟังก์ชัน bcsub()
  3. ฟังก์ชัน bcmul()
  4. ฟังก์ชัน bcdiv()
  5. ฟังก์ชัน bcmod()
  6. ฟังก์ชัน bccomp()
  7. ฟังก์ชัน bcpow()
  8. ฟังก์ชัน bcsqrt()
  9. ฟังก์ชัน bcpowmod()
  10. ฟังก์ชัน bcscale()

การสุ่มตัวเลข
  1. ฟังก์ชัน rand()
  2. ฟังก์ชัน srand()
  3. ฟังก์ชัน getrandmax()
  4. ฟังก์ชัน mt_rand()
  5. ฟังก์ชัน mt_srand()
  6. ฟังก์ชัน mt_getrandmax()

ฟังก์ชันต่างๆใน PHP (type)

type
  1. การกำหนดชนิด type ด้วยฟังก์ชัน settype()
  2. รู้ type ของตัวแปรด้วยฟังก์ชัน gettype()
  3. ฟังก์ชัน is_string()
  4. ฟังก์ชัน is_array()
  5. ฟังก์ชัน is_bool()
  6. ฟังก์ชัน is_float()
  7. ฟังก์ชัน is_double()
  8. ฟังก์ชัน is_real()
  9. ฟังก์ชัน is_int()
  10. ฟังก์ชัน is_integer()
  11. ฟังก์ชัน is_long()
  12. ฟังก์ชัน is_null()
  13. ฟังก์ชัน is_numeric()
  14. ฟังก์ชัน is_object()
  15. ฟังก์ชัน is_scalar()

พารามิเตอร์

พารามิเตอร์

         ตามปกติฟังก์ชันส่วนใหญ่ต้องการรับสารสนเทศจากผู้เรียกสำหรับการประมวลผล โดยทั่วไปเรียกว่า พารามิเตอร์

ไวยากรณ์พื้นฐาน

         การกำหนดฟังก์ให้รับพารามิเตอร์ส่งผ่านโดยการวางข้อมูล ชื่อตัวแปรที่เก็บข้อมูลภายในวงเล็บหลังชื่อฟังก์ชัน การเรียกฟังก์ชันที่ประกอบด้วยพารามิเตอร์เขียนดังนี้

<?php
function show_parameter($param1, $param2, $param3)
{
echo <<<PARAM
รายการพารามิเตอร์ <br/>
param1: $param1 <br/>
param2: $param2 <br/>
param3: $param3 <br/>
PARAM;
}
?>

         พารามิเตอร์ที่ส่งไปยังฟังก์ชันแยกกันเครื่องหมายจุลภาคภายในวงเล็บ โดยสามารถส่งเป็นนิพจน์สำหรับแต่ละพารามิเตอร์ด้วย ตัวแปร ค่าคงที่ ผลลัพธ์จากการคำนวณ รวมถึงการเรียกฟังก์ชัน
scope ของพารามิเตอร์จำกัดภายในฟังก์ชัน ถ้าชื่อตัวแปรเหมือนกับตัวแปรใน scope ระดับอื่น พารามิเตอร์นี้ "ระบุ" เป็นตัวแปรภายในที่ไม่มีผลกับตัวแปรภายนอกฟังก์ชัน

การหยุดและการเรียกฟังก์ชัน

การหยุดประมวลผลภายในฟังก์ชัน

         คีย์เวิร์ด return หยุดการประมวลผลฟังก์ชัน ฟังก์ชันสิ้นสุดได้เพราะประโยคคำสั่งทั้งหมดได้รับการประมวลผล หรือ ใช้คีย์เวิร์ด return การประมวลผลกลับไปยังประโยคคำสั่งต่อจากการเรียกฟังก์ชัน

<?php
function division($x, $y)
{
if ($y == 0 || !isset($y))
{
echo " ตัวหาร y ต้องไม่เป็นศูนย์หรือไม่มีค่า" ;
return;
}
$result = $x / $y;
echo $result;
}
?>

         ถ้าประโยคคำสั่ง return ได้รับการประมวลผล บรรทัดคำสั่งต่อไปในฟังก์ชันจะถูกข้ามไป และกลับไปยังผู้เรียกฟังก์ชันนี้ ในฟังก์ชันนี้ ถ้า y เป็น 0 จะหยุดการประมวลผล ถ้า y ไม่เท่ากับ 0 จะคำนวณผลหาร
     สมมติป้อนค่าเป็น 
x = 4, y = 0
x = 4
x = 4, y = 2
     ผลลัพธ์ของคำสั่ง คือ
x = 4, y = 0 ผลลัพธ์ ตัวหาร y ต้องไม่เป็นศูนย์หรือไม่มีค่า
x = 4, y = ผลลัพธ์ ตัวหาร y ต้องไม่เป็นศูนย์หรือไม่มีค่า
x = 4, y = 2 ผลลัพธ์ 2

การเรียกฟังก์ชัน

         เมื่อฟังก์ชันได้รับการประกาศหรือสร้างขึ้นแล้ว การเรียกฟังก์ชันสามารถเรียกมาจากที่ใดๆ ภายในสคริปต์ หรือ จากไฟล์ที่มีการรวมด้วยประโยคคำสั่ง include() หรือ require()
ตัวอย่าง ฟังก์ชัน show_message() เก็บอยู่ในไฟล์ fn_ 03 _keeper.php ส่วนผู้เรียกอยู่ในสคริปต์ fn_ 03 _caller.php

<?php
include("fn_ 03 _keeper.php");
show_message();
?>

ตัวอย่างการเขียนฟังก์ชัน

ตัวอย่างการเขียนฟังก์ชัน ตัวอย่างแรก

  1. <html>  
  2. <head>  
  3. </head>  
  4. <body>  
  5. <?php  
  6.     function helloDoesystem(){  
  7.         echo "สวัสดีครับ นี่เป็นการทดสอบการเขียนฟังก์ชัน PHP จาก www.doesystem.com";  
  8.     }  
  9.     helloDoesystem();  
  10. ?>  
  11. </body>  
  12. </html>  
Output ที่ได้คือ
สวัสดีครับ นี่เป็นการทดสอบการเขียนฟังก์ชัน PHP จาก www.doesystem.com
ฟังก์ชันนี้ชื่อ helloDoesystem เวลาต้องการเรียกใช้ ก็แค่เรียกชื่อฟังก์ชัน

ตัวอย่างการเขียนฟังก์ชัน ตัวอย่างที่ 2

  1. <html>  
  2. <head>  
  3. </head>  
  4. <body>  
  5. <?php  
  6.     function helloName($name){  
  7.         echo "สวัสดีครับ คุณ ".$name."<br>";  
  8.     }  
  9.     helloName("Somchai");  
  10.     helloName("SomYing");  
  11.     helloName("Sompong");  
  12. ?>  
  13. </body>  
  14. </html>  
Output ที่ได้คือ
สวัสดีครับ คุณ Somchai
สวัสดีครับ คุณ SomYing
สวัสดีครับ คุณ Sompong
ฟังก์ชันนี้ชื่อ helloName เวลาต้องการเรียกใช้ ก็แค่เรียกชื่อฟังก์ชันแล้วตามด้วยพารามิเตอร์ name ที่ต้องการให้แสดงออก

ตัวอย่างการเขียนฟังก์ชัน ตัวอย่างที่ 3

  1. <html>  
  2. <head>  
  3. </head>  
  4. <body>  
  5. <?php  
  6.     function helloName($name$lastname){  
  7.         echo "สวัสดีครับ คุณ ".$name." ".$lastname."<br>";  
  8.     }  
  9.     helloName("นารัตน์""พัดลมโชย");  
  10.     helloName("หรูหรา""ออมตง");  
  11.     helloName("นางหวด""สวามิพัก");  
  12. ?>  
  13. </body>  
  14. </html>  
Output ที่ได้คือ
สวัสดีครับ คุณ นารัตน์ พัดลมโชย
สวัสดีครับ คุณ หรูหรา ออมตง
สวัสดีครับ คุณ นางหวด สวามิพัก
ฟังก์ชันนี้ชื่อ helloName เวลาต้องการเรียกใช้ ก็แค่เรียกชื่อฟังก์ชันแล้วตามด้วยพารามิเตอร์ name กับ lastname ที่ต้องการให้แสดงออก

ตัวอย่างการเขียนฟังก์ชัน ตัวอย่างที่ 4

  1. <html>  
  2. <head>  
  3. </head>  
  4. <body>  
  5. <?php  
  6.     function add($x$y){  
  7.         return $x+$y;  
  8.     }  
  9.     echo add(2, 3)."<br>";  
  10.     echo "5 + 2 = ".add(5, 2)."<br>";  
  11.     add(4, 2)."<br>";  
  12. ?>  
  13. </body>  
  14. </html>  
Output ที่ได้คือ
5 5 + 2 = 7 ฟังก์ชันนี้ชื่อ add เป็นฟังก์ชันบวกเลขสองตัว เวลาต้องการเรียกใช้ ก็แค่เรียกชื่อฟังก์ชันแล้วตามด้วยพารามิเตอร์ x กับ y ที่ต้องการบวกกัน เวลาต้องการแสดงก็สั่ง echo ด้วยเพราะว่า ในฟังก์ชัน return ค่าออกมา

การตั้งชื่อฟังก์ชัน

การตั้งชื่อฟังก์ชัน

         สิ่งสำคัญมากในการพิจารณาเมื่อตั้งชื่อฟังก์ชันคือชื่อต้องสั้นแต่มีความหมาย ถ้าฟังก์ชันสร้างส่วนตัวของเพจควรตั้งชื่อเป็น pageheader () หรือ page_header ()
      ข้อจำกัดในการตั้งชื่อคือ
  • ฟังก์ชันไม่สามารถมีชื่อเดียวกับฟังก์ชันที่มีอยู่
  • ชื่อฟังก์ชันสามารถมีได้เพียงตัวอักษรตัวเลข และ underscore
  • ชื่อฟังก์ชันไม่สามารถเริ่มต้นด้วยตัวเลข
        หลายภาษายอมให้ใช้ชื่อฟังก์ชันได้อีก ส่วนการทำงานนี้เรียกว่า function overload อย่างไรก็ตาม PHP ไม่สนับสนุน function overload ดังนั้นฟังก์ชันไม่สามารถมีชื่อเดียวกันกับฟังก์ชันภายใน หรือฟังก์ชันกำหนดเองที่มีอยู่
       หมายเหตุ ถึงแม้ว่าทุกสคริปต์ PHP รู้จักฟังก์ชันภายในทั้งหมด ฟังก์ชันกำหนดเองอยู่เฉพาะในสคริปต์ที่ประกาศสิ่งนี้หมายความว่า ชื่อฟังก์ชันสามารถใช้ในคนละไฟล์แต่อาจจะไปสู่ความสับสน และควรหลีกเลียง
            ตัวอย่างชื่อฟังก์ชันต่อไปนี้ถูกต้อง 
name ()
name2 ()
name_three ()
_namefour ()
           ตัวอย่างชื่อไม่ถูกต้อง 
5name ()
Name-six ()
fopen ()
         การเรียกฟังก์ชันไม่มีผลจากชนิดตัวพิมพ์ ดังนั้นการเรียก function_name (), Function_Name() หรือ FUNCTION_NAME() สามารถทำได้และมีผลลัพธ์เหมือนกัน แต่แบบแผนการกำหนดชื่อฟังก์ชันใน PHP ให้ใช้ตัวพิมพ์เล็ก ชื่อฟังก์ชันแตกต่างจากชื่อตัวแปร โดยชื่อตัวแปรเป็นชนิดตัวพิมพ์มีผล ดังนั้น $Name และ $name เป็น 2 ตัวแปร แต่ Name () และ name () เป็นฟังก์ชันเดียวกัน

Function ใน PHP

            การเขียนโปรแกรม การทำงานซ้ำ ๆ หลาย ๆ ครั้ง ถือเป็นเรื่องปกติในการเขียน ซึ่งการจะใช้โค้ดเดียวกันซ้ำ ๆ กันนั้น ส่วนมากเค้าไม่เขียนซ้ำ ๆ กันบ่อย ๆ แต่จะเขียนฟังก์ชันการทำงานขึ้นมา แล้วเวลาต้องการใช้ซ้ำ ๆ กัน ก็เพียงแค่เรียกชื่อฟังก์ชันขึ้นมาก็ถือว่าเป็นอันสิ้นสุด 
            ฟังก์ชันคือ โปรแกรมย่อยที่สามารถประมวลผล และ คืนผลลัพธ์จาการประมวลผลนันสู่โปรแกรมหลักได้ซึ่งจำเป็นในการเขียนโปรแกรมเพื่อช่วยให้การทํางานมีประสิทธิภาพที่สูงขึ้

            ฟังก์ชันใน PHP มีอยู่ 2 แบบ นั่นคือ ฟังก์ชันมาตรฐาน (Built-In Function) ซึ่งเป็นฟังก์ชันที่ภาษา PHP มีให้อยู่แล้วสามารถเรียกใช้ได้เลย เช่น ฟังก์ชัน Date, sort เป็นต้น และฟังก์ชันอีกแบบคือ ฟังก์ชันแบบที่เราสร้างขึ้นเอง (User-Defined Function: UDF) 

       • ชือของคลาสและฟังก์ชันที่ผู้ใช้ทำการกำหนดเองตลอดจน constructs และ keywords ต่างๆ เช่น echo, while, class เป็นต้น มีคณสมบ ุ ตัิเป็นแบบ case-insensitive ตัวอย่างเช่น echo,ECHO, EcHo
       • แต่ในทางกลบกันชื่อตัวแปรต่างๆนั้น PHP จะมองเป็น case-sensitive ตัวอย่างเช่น $name,
$NAME และ $NaMe